LOGINเมื่อใกล้ชิดกันครั้งแรก
ต้นยามสอง บิดาที่นอนด้วยกันหลับไปแล้ว คร้ามค่อยๆก้าวออกจากห้อง ตรงไปที่เรือนกลางอันเป็นเรือนนอนของหญิงสาว
ตัวเรือนเงียบสนิท ไม่เห็นใครสักคน คร้ามเดินตรงไปยังห้องที่มีแสงไฟลอดออกมา
ข้าวทิพย์นั่งอยู่บนเตียง หน้าแดงก่ำ
“กระผมมาแล้วขอรับ นายหญิง”
หล่อนหันมามองชายหนุ่ม ตาโตคู่สวยวาวฉ่ำกว่าปกติ
“อ้อ เข้ามาใกล้ๆสิคร้าม มานั่งบนเตียงนี่”
ชายหนุ่มคุกเข่าลงหน้าเตียง ใกล้กับร่างบอบบาง จมูกได้กลิ่นสุราจากหญิงสาว
“กระผมไม่บังอาจนั่งบนเตียงขอรับ”
“แล้วจะให้ข้าลงไปนอนกับพื้นเป็นเพื่อนเจ้าเหรอ”
เสียงของหล่อนค่อนข้างลากยานคาง ทำให้คร้ามต้องเงยหน้าขึ้นมอง
“นายหญิงเมาหรือขอรับ”
ข้าวทิพย์โบกมือไปมา
“ข้าดื่มไปนิดหน่อย ไม่เมาหรอก เจ้าลุกมานั่งข้างๆข้าเถอะ”
คร้ามลุกขึ้นไปนั่งข้างๆหล่อน ด้วยอาการเกร็งไปทั้งตัว
“เจ้าว่าข้าแก่หรือไม่ ผู้หญิงอายุเบญจเพส ไม่ได้ออกเรือนอย่างข้า ยังดูได้หรือไม่”
ชายหนุ่มพิศดูหญิงสาวตรงหน้าอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก
วงหน้านั้นเล็กจุ๋มจิ๋ม ปากนิด จมูกหน่อย ตาโต พอเหมาะทั้งหมด ผิวหน้าและผิวกายเหลืองลออ บอบบางราวกับกลีบดอกไม้ มีน้ำมีนวลยิ่งนัก
“นายหญิงไม่แก่เลยขอรับ สวยกว่าสาวๆทุกคนในหมู่บ้านนี้”
คร้ามคิดว่าตนเองพูดความจริงที่สุดแล้ว ทำไมหญิงสาวจึงมีน้ำตาคลอ
“นายหญิงร้องไห้ทำไมหรือขอรับ”
“ข้าไม่รู้ ข้าได้แต่คิดว่า ทำไมข้าไม่เคยเจอชายที่อยากมีเมียคนเดียว ทุกคนล้วนแล้วแต่อยากมีเมียสอง เมียสาม แม้แต่พ่อข้าก็ไม่เว้น”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบ นึกหาคำตอบไม่ได้ เขาเองยังไม่มีเมีย ชีวิตยากจนหาเช้ากินค่ำ ไม่เคยแม้แต่จะชอบพอใคร
“พ่อข้าอยากให้ข้าแต่งงาน อยากให้ข้ามีลูก แต่ข้ากลัว กลัวว่าเมื่อแต่งแล้ว ข้าต้องรับมือกับบรรดาเมียรอง เมียบ่าวในบ้าน ข้าไม่อยากมีชีวิตแบบนั้นไปจนตาย”
“ถ้านายหญิงไม่อยากแต่ง ก็ไม่ต้องแต่งสิขอรับ”
ในที่สุด คร้ามก็หาคำพูดออกมาจนได้
หญิงสาวยิ้มออกมานิดหนึ่ง ตาเริ่มปรือ
“ข้ารู้สึกง่วงแล้ว เจ้ากอดข้าได้หรือไม่”
คร้ามลังเลเล็กน้อย แต่แล้วก็ยื่นแขนไปโอบกอดร่างบางตรงหน้า
ร่างเล็กๆนั้น ทั้งอุ่นทั้งหอม คร้ามอดไม่ได้ที่จะแอบสูดดมกลิ่นหอมที่กำจายมาจากเรือนผมของหล่อน
ชีวิตที่ลำบากยากจน ทำให้คร้ามไม่เคยใกล้ชิดหญิงคนใดมาก่อน
ใจหวิวๆ ร่างกายเห่อร้อนด้วยความรู้สึกประหลาดล้ำ
“นอนเถอะ ข้าลืมตาไม่ไหวแล้ว”
ข้าวทิพย์เอนกายลงนอนอย่างง่ายๆ แล้วหลับไปด้วยความมึนเมาในอ้อมกอดอันอบอุ่นของคร้าม โดยชายหนุ่มไม่ได้คิดล่วงเกิน
ก่อนฟ้าสาง ชายหนุ่มรีบลุกขึ้น ลงจากเรือนเดินกลับไปที่ห้องของตนเอง พบคิดซึ่งนั่งอยู่บนเสื่อ มองบุตรชายที่เปิดประตูเข้าห้องมาอย่างแปลกใจ
“เจ้าไปไหนมาหรือ ยังไม่ทันฟ้าสางเลย”
คร้ามชะงัก สมองคิดหาคำตอบ
“ข้าไปทุ่งมาจ้ะพ่อ เรานอนต่อกันเถอะ ฟ้ายังไม่สางเลย”
เมื่อบิดาล้มตัวลงนอนต่อ คร้ามกลับหลับไม่ลงจนสว่างคาตา
ข้าวทิพย์ลืมตาตื่นด้วยความรู้สึกสดชื่น สุราที่ดื่มเข้าไปก่อนนอน ทำให้หลับสนิท หล่อนทบทวนเรื่องราวเมื่อคืน แล้วก็ผวาลูบคลำไปทั่วร่างของตัวเอง แต่ความรู้สึกทุกอย่างยังปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หรือมันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หล่อนอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย แล้วจึงแน่ใจว่าคร้ามมิได้ทำอะไรหล่อน ว่าแต่เขาลุกกลับไปตอนไหน หล่อนไม่รู้สึกตัวเลย
แต่ก็ช่างเถอะ ค่อยเรียกมาใหม่ก็ได้
มีความรู้สึกประหลาดๆ ยามคิดถึงคร้าม มันวูบๆ หวิวๆ อย่างที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้ใด
วันนั้นทั้งวันหล่อนวุ่นวายกับงานหน้าร้าน ทั้งขายผ้าและทำบัญชี
จนเย็นจึงบอกชื่นให้ไปเรียกคร้ามมาพบ
หลังจากที่ชื่นมาเรียกแล้ว ชายหนุ่มถึงกับเหม่อลอย จนเพื่อนร่วมงานตบไหล่อย่างแปลกใจ
“เอ็งเป็นอะไรไปวะอ้ายคร้าม ดูมึนๆงงๆ ได้ไข้หรือไม่”
คร้ามรู้สึกตัว
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ข้าแค่คิดอะไรเล็กน้อย ทำงานต่อให้เสร็จเถอะ ข้าหิวแล้ว”
ละเมียดที่กำลังจัดสำรับ สำหรับเรือนใหญ่อยู่ หันมายิ้มให้คร้าม
“พี่คร้ามเหนื่อยหรือไม่ วันนี้ข้าได้มะยมจากในสวนมาเยอะ ให้ข้าแบ่งให้พี่กินนะ”
เสียงของหล่อนที่กล่าวกับชายหนุ่มทอดหวานจนรู้สีกได้
ก้านที่ทำงานอยู่ใกล้ๆตาขวางขึ้นมาแล้ว
ก้านหมายตาละเมียดมานาน ละเมียดก็เคยยิ้มหัวพูดจากดีกับก้าน นึกไม่ถึงว่ามีคร้ามมาร่วมบ้านได้อาทิตย์กว่า ละเมียดกลับดูสนใจคร้าม คิดแล้วอดเอ่ยปากไม่ได้
“ข้าใคร่กินมะยมของเจ้า แบ่งให้ข้าบ้างได้หรือไม่”
รอยยิ้มที่ดูสดใสของหญิงสาว หุบลงในทันที แต่วาจายังไม่ตัดไมตรี
“ได้สิพี่ก้าน ข้าแบ่งให้พี่ส่วนหนึ่ง ให้พี่คร้ามส่วนหนึ่ง เดี๋ยวข้าจัดมาให้”
คร้ามเพียงแต่ยิ้มเล็กน้อย ในขณะที่ก้านยิ้มกว้างขวาง
ละเมียดเอามะยมที่เก็บจากในสวน พร้อมทำพริกเกลือมาจิ้ม แบ่งกันกินกับบ่าวหลายคน
“อีกไม่กี่วัน คงต้องได้เดินทางไปอยุธยา เพื่อเอาผ้าไปให้นายท่านที่โน่น”
ก้านกล่าวขึ้น ขณะที่บรรดาบ่าวนั่งคุยเล่นกันที่ลานหน้าโรงครัวหลังอาหารเย็น
“เป็นใครต้องไปกับเอ็งละ ครานี้”
ดำถาม เพราะหลายครั้งเขาต้องไปด้วยกับก้าน
“ยังไม่รู้เลย ต้องรอนายหญิงสั่ง”
คร้ามมิได้ออกความเห็นใดใด ตัวเองเป็นคนงานใหม่ ต้องรอให้นายหญิงสั่งมาเท่านั้น
พลบค่ำ คร้ามจึงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ขัดร่างกายทั้งตัวอย่างพิถีพิถัน ใช้กิ่งข่อยแปรงฟันจนสะอาด
ยามสองเมื่อเห็นคิดหลับแล้ว จึงค่อยๆย่องออกมาจากห้อง
เขาคิดถึงกายหอมๆของนายหญิงเหลือเกินแล้ว
เมื่อพูดจบ "นาริน" จึงรีบหักเหสายตาของตัวเองไปมองทางอื่นแทน สาวน้อยรับรู้ถึงความร้อนผ่าวขึ้นมาบนใบหน้าของเธอในทันใด เพราะเธอนั้นได้สบเข้ากับนัยน์ตาแกร่งของ "อัศวิน" ที่สื่อความหมายบางอย่างส่งมาให้นั่นเอง"นาริน" รวบรวมแรงที่มีพยายามที่จะรีบเดินหนีไปทางอื่นเพื่อตั้งหลัก ก่อนที่เธอจะรีบสาวเท้าก้าวยาวๆ ออกไปโดยเร็ว เพียงแค่อยากอยู่ให้ห่างจาก "อัศวิน" ให้มากที่สุดในเวลานี้ เธอไม่ยากใกล้ชิดกับชายหนุ่มที่เธอแอบรักข้างเดียวไปมากกว่านี้อีกแล้วบอกตรงๆ อย่างไม่อายเลย ว่า ภายในหัวใจของเธอตอนนี้นั้น มันเต้นอย่างรุนแรงเหลือเกินแล้ว แรงเสียจนกลัวว่าพี่วินของเธอ จะได้ยินเสียงของมันชัดเจนขึ้นมาน่ะสิ ทันใดนั้นเอง "นาริน" ที่กำลังก้าวขาออกไปด้วยความร้อนรนนั้น ทำให้ไม่ทันระวังกำลังจะเสียหลักล้มลงไปกลับพื้นทางด้าน "อัศวิน" เมื่อเห็นดังนั้น ชายหนุ่มจึงรีบตรงเข้ามาด้วยความเร็วบวกกับที่เขาพยายามเดินตาม "นาริน" อยู่ก่อนแล้ว โชคดีที่ชายหนุ่มเข้ามารับร่างบางไว้ได้ทันเวลาพอดี จนทำให้สาวน้อยเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นๆ สมบูรณ์แบบของช
ถึงแม้ว่า "อัศวิน" จะรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากที่ "กฤษฏา" ได้แสดงออกถึงท่าที่สนอก สนใจในตัวของ "นาริน" อย่างออกนอกหน้าเช่นนี้ แต่ "อัศวิน" ก็ต้องอดทนข่มความรู้สึกไม่พอใจเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจเพราะถึงอย่างไรเสีย "กฤษฏา" ก็ทำงานกับ "อัศวิน" มานานมากแล้ว ซ้ำยังเป็นญาติห่างๆ ของ "อัศวิน" อีกด้วย พ่อเลี้ยงหนุ่มถึงต้องไว้หน้าญาติผู้พี่บ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ใครจะรู้ว่าภายในจิตใจของ "อัศวิน" นั้นเดือดดาลมากแค่ไหน“จริงสิ ผมลืมแนะนำไปเลย พี่กฤษณ์ครับ นี่ "นาริน" น้องสาวของ "มินตรา" ครับ”"อัศวิน" แนะนำให้ญาติผู้พี่เขาได้รู้จักกับสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าตามมารยาท ใจจริงแล้วเขาก็ไม่อยากที่จะแนะนำให้รู้จักกันด้วยซ้ำไป แต่ก็ทำไม่ได้ดั่งใจ ก่อนจะปรายตามองไปที่ "นาริน" ที่ยังคงยืนติดไม่ยอมออกห่างจาก "จาวิส" สักที จนพ่อเลี้ยงหนุ่มต้องเอ่ยเสียงเข้มออกไป“น้องริน นี่พี่กฤษณ์เป็นผู้จัดการทั่วไปของที่นี่”"อัศวิน" เอ่ยแนะนำสาวน้อยให้รู้จักกับญาติผู้พี่ของเขา แต่ทันทีที่พ่อเลี้ยงหนุ่มแนะนำจบ "กฤษฏา" ก็รีบยื่นมือออกมาหา "นาริน" ในทันทีพร้อมทั้งส่งสายตาเจ้าชู้ออกมาให้กับ
เช้าวันต่อมา...“คุณแม่ ว่าอะไรนะครับ!! คุณแม่จะให้น้องริน มาฝึกงานที่ฟาร์มของผมน่ะหรือครับ”"อัศวิน" เอ่ยถามมารดา ออกไปด้วยน้ำเสียงของความแปลกใจเป็นอย่างมาก“ใช่จะ พอดีหนูรินเพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆ ได้แค่ความรู้มาแต่ยังขาดประสบการณ์ตรง แม่ก็เลยคิดว่าอยากให้หนูรินมาฝึกหาประสบการณ์จากฟาร์มของลูก ที่นี่ยังไงล่ะจ๊ะ”คุณสาวิตรี กล่าวยิ้มๆ เป็นนัยๆ "อัศวิน" ลูกชายไม่ทันสังเกตเห็น"แล้วทำไมต้องเป็นที่ฟาร์มของผมนี่ด้วยละครับคุณแม่ ก็ในเมื่อคุณพ่อเอง ท่านก็มีโรงแรมในเครือ "อัศวธารา" ของเราดีๆ ให้น้องรินไปฝึกงานในตำแหน่งสูงๆ ได้อย่างสบายๆ มีอยู่ตั้งหลายแห่ง ทำไมน้องรินไม่ไปฝึกงานที่นั่นล่ะครับคุณแม่”"อัศวิน" เอ่ยถามอย่างสงสัย ที่ฟาร์มวัวนี่งานหนักเอาเรื่องอยู่นะ ไหนจะงานในไร่อีก น้องรินจะทำไหวเหรอ ตัวเล็กบอบบางสะขนาดนั้น..“มันจะเหมือนกันได้ยังไงกันล่ะลูก หากเราต้องการหาประสบการณ์ให้กับตัวเอง เราก็ต้องออกมาหาข้างนอกสิ ลูกว่าจริงไหม? ไม่รู้ล่ะ ยังไงแม่ก็จะให้หนูรินมาฝึกงานที่นี่กับลูกเนี่ยแหละ”คุณสาวิตรี พูดเอาแต่ใจสะอย่างงั้น ยืนยันความตั้งใจของต
a b c d e f g h i j k l m n o p q r s t vu v w x z a b c d e f g h i j k l m n o p q r s t vu v w x z a b c d e f g h i j k l m n o p q r s t vu v w x z a b c d e f g h i j k l m n o p q r s t vu v w x z a b c d e f g h i j k l m n o p q r s t vu v w x
พุทธศักราช 2435ข้าวทิพย์เงยหน้าจากสมุดบัญชี แล้วถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อน วันนี้เป็นอีกวันที่ร้านขายผ้าของหล่อนขายดี มีลูกค้ามาเลือกซื้อผ้าเยอะกว่าปกติหล่อนต้องดูแลทุกอย่างคนเดียว มีพ่อบ้านที่รู้หนังสือคอยช่วยจัดผ้าลงเรือ หรือขึ้นเกวียน ดูแลหน้าร้านยามที่มีลูกค้ามาซื้อผ้า ยังมีคนสนิทคือชื่น ที่ดูแลหล่อนตั้งแต่หล่อนอายุ 15 จนถึงวันนี้ก็ 10 ปีแล้วหวนนึกถึงจดหมายที่บิดาฝากคนสนิทมาให้เมื่อสามวันก่อน เรียกร้องให้หล่อน แต่งงาน มีครอบครัว ที่สำคัญคือมีลูก เนื่องจากบิดาไปให้ท่านเจ้าคุณที่วัดผูกดวงของหล่อน และบอกว่าหากหล่อนแต่งงานในปีนี้จะเจอคนดีและการงานเจริญรุ่งเรืองหน้าที่ของหล่อน คือให้มองหาบุรุษในเมืองหลวง ว่าชายใดเหมาะเป็นคู่ครอง บิดาจะล่องเรือจากอยุธยามาจัดการงานแต่ง หากหาไม่ได้ บิดาจะเสาะหาชายหนุ่มที่ดีงามจากอยุธยามาให้คือว่า...ให้บิดาเลือกให้ ช่างน่าหวั่นใจยิ่งนักพ่อหล่อนเขียนจดหมายมาแบบนี้ นี่หล่อนถึงกับต้องพาผู้ใหญ่ไปสู่ขอผู้ชายหรือไม่ข้าจะไปเสาะหาสามีจากหมู่บ้านไหน ที่โสดข้าก็ไม่ถูกใจ ที่พอดูแล้วสบายตา ล้วนแต่แต่งงาน
ข้าวทิพย์นั่งรอคร้ามอยู่แล้วชายหนุ่มคุกเข่าลงหน้าเตียงเหมือนเดิม และได้กลิ่นสุราโชยมาคล้ายเมื่อคืนก่อน“เจ้าถอดเสื้อผ้าแล้วขึ้นมาบนเตียง”คร้ามทำตาม มือไม้สั่น ตัวสั่น“ถอดเสื้อผ้าให้ข้าด้วย”ข้าวทิพย์หลับตาด้วยความอาย คร้ามค่อยๆปลดอาภรณ์ของหญิงสาวทีละชิ้นหล่อนช่างสวยผุดผ่องไปทั้งเนื้อทั้งตัวจนคร้ามแทบสำลักลมหายใจ“กอดข้า”คร้ามเอื้อมมือไปกอดร่างบางอย่างระมัดระวังกลิ่นหอมอ่อนๆคล้ายดอกไม้โชยมาเข้าจมูกให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“เจ้าเคยหลับนอนกับใครหรือไม่”“ไม่เคยขอรับ”หญิงสาวถอนใจยาว เอนศีรษะซบลงกับไหล่กว้าง ทำให้คร้ามกระชับร่างเล็กแน่นขึ้น“ข้าสบายใจอย่างยิ่งเวลาที่เจ้ากอดข้า เจ้ารู้สึกอย่างไร”“กระผมบอกไม่ถูกขอรับ มันมีความสุข มันเหมือนน้ำตาจะไหล กระผมไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนขอรับ”ข้าวทิพย์อดยิ้มให้กับคำพูดซื่อๆเหล่านั้นไม่ได้“ถ้าสัญญาของเจ้ากับข้าสิ้นสุดลง เจ้าคงต้องไปแต่งกับหญิงสักคน เพื่อสร้างครอบครัว ใช่ไหม”“นายหญิงขอรับ ถ้าไม่ได้รับใช้นายหญิงเยี่ยงนี้